คุณแม่นักสู้

Share this...

ยิ้มสู้โลก โดย ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
เดือนสิงหาคม พ.ศ.2563

“คุณแม่นักสู้”

สวัสดีชาวยิ้มสู้ทุกท่านครับ เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนสิงหาคม หากผมไม่พูดถึงแม่ ก็แลดูจะตกกระแส แต่ในปีนี้ผมอายุ 68 ปีแล้ว ก็ต้องขอพูดถึงผู้ที่เป็นแม่ของลูกๆ … ถูกต้องแล้วครับ ผมอยากเล่าเรื่องของคุณมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ หรือ คุณชอง ภรรยาผู้เป็นที่รักและเป็นแม่ที่แสนดีของลูกๆ ทั้ง 3 คน

ขอย้อนไปในช่วงที่พวกเขายังเป็นเด็กเล็กๆ ผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และยังมีหน้าที่ทางสังคมอยู่หลายบทบาท หน้าที่ในการดูแลลูกจึงเป็นของคุณชอง ผมรับรู้ได้ว่าคุณชองทุ่มเทชีวิตและจิตใจดูแลลูกๆ เป็นอย่างดี แน่นอนครับ…การดูแลลูก 3 คนที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันทำให้คุณชองเหน็ดเหนื่อยมาก โดยเฉพาะช่วงที่เข้าเรียนในชั้นอนุบาล หากคนใดคนหนึ่งป่วยเป็นไข้หวัด อีก 2 คนก็จะต้องป่วยตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณชองก็จะยิ่งเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะเด็กๆ จะร้องงอแงกันทั้งคืน ผมกับคุณชองก็จะช่วยกันอุ้มปลอบประโลมให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจและผ่อนคลาย บางครั้งผมก็จะแบ่งเบาหน้าที่ของคุณชองบ้าง อย่างการเตรียมนมไว้ให้ลูกๆ ในตอนกลางคืน เพราะผมมักอ่านหนังสือจนดึกอยู่แล้ว ก็จะคอยป้อนนมให้ลูก เพื่อปล่อยให้คุณชองได้หลับพักผ่อน

นอกจากคุณชองจะเป็นแม่ที่น่ารักแล้ว เชื่อไหมครับว่า เธอยังเป็นนักสืบด้วย เธอจะคอยสืบจากเพื่อนผู้ปกครองด้วยกันว่าโรงเรียนที่ไหนดี ก็จะพยายามพาลูกไปเรียนที่นั่น ทั้งโรงเรียนประจำและโรงเรียนกวดวิชา เพื่อให้ลูกได้เรียนอย่างมีคุณภาพ พอถึงช่วงปิดเทอมเราก็จะพากันไปเที่ยวต่างจังหวัด เล่นน้ำทะเลบ้าง ขึ้นภูเขาบ้าง เด็กๆ จะได้เรียนรู้โลกกว้างและมีประสบการณ์ชีวิตที่สนุก และช่วงที่ลูกยังเล็กนี่แหละที่ผมได้มีโอกาสเที่ยวกันเป็นครอบครัวมากที่สุด

เชื่อไหมครับว่า คุณแม่ลูก 3 ยังมีพลังล้นเหลือ ในช่วงที่พอมีเวลาว่าง คุณชองจะไปทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง และหลายครั้งเธอจะพาลูกๆ ไปดูผมทำงานสังคมในการช่วยเหลือคนยากไร้ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ว่า หากมีโอกาสเราควรช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ให้เขาได้รู้จักการให้ตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งทุกครั้งที่คุณชองพาลูกติดสอยห้อยตามไปดูการทำงานของผมนั้น เธอต้องคอยดูแลลูกตลอดการเดินทาง คอยสอนและอธิบายถึงสิ่งที่ผมทำให้ลูกได้เรียนรู้และเข้าใจ

นี่คือคุณชองครับ แม่ที่เสียสละความสุขส่วนตัว ทุ่มเทชีวิตและจิตใจดูแลลูกอย่างเต็มที่ ทั้งการดูแลชีวิต พัฒนาด้านการศึกษา บ่มเพาะคุณธรรม เพื่อให้ลูกเติบโตเป็นคนดี เป็นพลังบวกของสังคม

ทุกวันนี้หลายครอบครัวทั้งพ่อและแม่ต้องช่วยกันทำงานและเลี้ยงดูลูกไปพร้อมๆ กัน แต่ผู้ชายอย่างเราจะไปดูแลลูกได้ดีเท่าแม่คงเป็นไปได้ยาก เพราะธรรมชาติไม่ได้เอื้อมาอย่างนั้น หากเราได้ภรรยาที่มีความเป็นแม่ที่ดี ลูกเราจะได้รับประโยชน์มาก ในยามที่ต่างคนต่างเหน็ดเหนื่อย จึงควรพูดให้กำลังใจกันบ้าง กอดกันบ้าง ที่สำคัญคือคุณพ่อควรหมั่นสังเกตดูว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ได้อย่างไร โดยไม่ต้องรอให้พวกเธอร้องขอ เพราะการที่เราเข้าไปช่วยมันเป็นกำลังใจที่ดีมากกว่าคำพูด ส่วนคำพูดที่ดีก็ต้องเดิมเข้าไปบ้าง แต่การกระทำจะมีน้ำหนักมากกว่าครับ.